1. กระบวนการการออกแบบกราฟิก (Graphic Design Workflow)
ในการออกแบบกราฟิกนั้นเป็นการเชื่อมโยงพื้นฐานของการออกแบบที่ดี เทคนิควิธีการ เทคโนโลยีเฉพาะ แต่ละเรื่องจะมีความเป็นมา หลักการ หลักปฏิบัติ ศาสตร์ทางด้านการออกแบบนั้น เป็นศาสตร์ที่รับรู้ได้ทางตา และตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่างๆ ทัศนคติ ยุคสมัย ที่เปลี่ยนไปรวมถึงความซับซ้อนของข้อมูลหรือเหตุการณ์ต่างๆ นักออกแบบจำต้องเป็นผู้รับข้อมูลมา วิเคราะห์ จับประเด็น เชื่อมโยง สร้างงานออกแบบที่มีชั้นเชิงตอบโจทย์ในหลากหลายด้าน นักออกแบบจำเป็นต้องมีทักษะทางด้านการวิจัย ทักษะการพัฒนาแนวความคิด และทักษะการจัดวาง องค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบ มีพื้นฐานของนักสังเกตุ ให้ความสนใจในเหตุการณ์ต่างๆ รอบตัว ตระหนักและตอบสนองต่อสิ่งต่างๆที่เปลี่ยนแปลงไปรอบตัว ซึ่งกระบวนการออกแบบงานกราฟิกมีขั้นตอนดังต่อไปนี้
1.1 วิเคราะห์โจทย์ (Program Analysis)
จุดเริ่มต้นของงานออกแบบคือ ปัญหา … มีปัญหา มีโจทย์ จึงมีการออกแบบแก้ไขโจทย์ที่ว่านั้นมีความยากง่ายต่างกันแล้วแต่ชนิดของงาน แต่โจทย์ไม่มีทางออก-แบบได้ ถ้าปราศจากการวิเคราะห์ที่ถูกต้อง การวิเคราะห์หลัก ๆ สำหรับโจทย์งานกราฟิกมักจะเป็นดังนี้
What เราจะทำงานอะไร? กำหนดเป้าหมายของงานที่จะทำ ซึ่งเป็นเรื่องเบื้องต้นในการออกแบบที่เราจะต้องรู้ก่อนว่า จะกำหนดให้งานของเราบอกอะไร(Inform) เช่น เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ บอกทฤษฎี หรือหลักการ เพื่อความบันเทิง เป็นต้น
Where งานของเราจะนำไปใช้ที่ไหน? เช่น งานออกแบบผนังร้านหนังสือที่สยามสแควร์ที่เต็มไปด้วยร้านค้าแหล่งวัยรุ่น คงต้องมีสีสันฉูดฉาดสะดุดตามาก-กว่าร้านแถวสีลม ซึ่งสถานที่ในเขตคนทำงาน ซึ่งมีอายุมากขึ้น
Who ใครคือคนที่มาใช้งาน? หรือกลุ่มผู้ใช้งานเป้าหมาย (User TargetGroup) เป็นเรื่องสำคัญที่สุดในการวิเคราะ์ห์โจทย์เพื่อการออกแบบ เพราะผู้ใช้งานเป้าหมายอาจเป็นตัวกำหนดแนวความคิดและรูปลักษณ์ของงานออกแบบได้เช่น งานออกแบบโปสเตอร์สำหรับผู้ใหญ่ เราต้องออกแบบโดยใช้สีจำนวนไม่มากไม่ฉูดฉาด และต้องใช้ตัวอักษรที่มีขนาดใหญ่ รวมถึงจัดวางอย่างเรียบง่ายมากกว่าผู้ใช้ในวัยอื่น ๆ
How แล้วจะทำงานชิ้นนี้อย่างไร? การคิดวิเคราะห์ในขั้นสุดท้ายนี้อาจจะยากสักหน่อย แต่เป็นการคิดที่รวบรวมการวิเคราะห์ที่มีมาทั้งหมดกลั่นออกมาเป็นแนวทาง
1.2 สร้างแนวคิดหลักในการออกแบบให้ได้ (Conceptual Design)
งานที่ดีต้องมีแนวความคิด (Concept) แต่ไม่ได้หมายความว่างานที่ไม่มีแนวความคิดจะเป็นงานที่ไม่ดีเสมอไป งานบางงานไม่ได้มีแนวความคิด แต่เป็นงานออกแบบทีตอบสนองต่อกฎเกณฑ์การออกแบบ (Design Criteria) ที่มีอยู่ก็เป็นงานที่ดีได้เช่นกัน เพียงแต่ถ้าเราลองเอางานที่ดีมาวางเทียบกัน 2 ชิ้น เราอาจจะไม่รู้สึกถึงความแตกต่างอะไรมากมายนักในตอนแรก แต่เมื่อเรารู้ว่า งานชิ้นที่หนึ่งมีแนวความคิดที่ดี ในขณะที่อีกชิ้นหนึ่งไม่มี งานชิ้นที่มีแนวความคิดจะดูมีคุณค่าสูงขึ้นจนเราเกิดความรู้สึกแตกต่าง
1.3 ศึกษางานหรือกรณีตัวอย่างที่มีอยู่แล้ว (Case Study)
การศึกษากรณีตัวอย่างเป็นการวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียของงานที่มีอยู่แล้ว เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ออกแบบในงานของเรา สำหรับผมการทำกรณีศึกษานับเป็นเรื่องสำคัญมากทีเดียวในงานออกแบบ เพราะเปรียบเสมือนตัวชี้แนะหนทางในการออกแบบหรือแก้ไขปัญหาของเราได้ แต่จงระวังว่าอย่าไปติดกับรูปแบบที่ชื่นชอบมากเพราะ อาจจะทำให้เราติดกับกรอบความคิด ติดกับภาพที่เห็นจนบางครั้งไม่สามารถสร้างสรรค์งานใหม่ ๆ ออกมาได้ ซึ่งการติดรูปแบบหรือภาพมากเกินไปนี้เอง มันจะซึบซับมาสู่งานของเรา จนกลายเป็นการตบแบบหรือลอกแบบชาวบ้านมานั่นเอง
1.4 ออกแบบร่าง (Preliminary Design)
การออกแบบร่างเป็นเรื่องสำคัญที่หลายคนมักมองข้าม การออกแบบร่างคือ การออกแบบร่างเอาแนวความคิดที่เรามีออกมาตีความเป็นแบบ ซึ่งส่วนใหญ่เวลาทำงานเรามักจะสเก็ตงานด้วยมือออกมาเป็นแบบร่างก่อน (สเก็ตด้วยมือไม่ได้สวยอะไรมาก ให้เราเข้าใจคนเดียว หรือเพื่อนที่ร่วมงานกับเราเข้าใจก็พอ) เพราะการสเก็ตจากมือคือการถ่ายทอดสิ่งที่อยู่ในสมองของเรา สิ่งที่เป็นนามธรรมให้ออกมาเป็นรูปธรรม ความคิดออกมาจากสมองกลายเป็นสิ่งที่เห็นได้ จับต้องได้บนกระดาษ แล้วจับไอ้นี่ที่เราสเก็ต หรือแบบร่างนั่นแหละ ไปทำต่อ โดยนำไปออกแบบในโปรแกรมที่ตนถนัด ไม่ว่าจะเป็น Photoshop, Illustrator หรือ Freehand ฯลฯ ซึ่งก็แล้วแต่คนออกแบบแต่ละคน
1.5 ออกแบบจริง (Design)
ออกแบบจริงจากแบบร่างที่มีอยู่ จากแบบร่างทั้งหมดที่เราคัดเลือกแล้ว คราวนี้แหละที่เราต้องเลือกเอามาออกแบบในโปรแกรมที่เราถนัด
อ้างอิงข้อมูล : https://arit.rmutsv.ac.th/en/blogs/55-%E0%B8%82%E0%B8%9A%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%81-graphic-design-workflow-251
2. ความหมายและประเภทของโลโก้
โลโก้ (Logo) คือ เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ ที่เป็นเหมือนหน้าตาของแบรนด์ สามารถบ่งบอกตัวตนของแบรนด์ ธุรกิจ หรือองค์กรของเรา มีหน้าที่ในการสื่อสารถึงกลุ่มลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมาย เพื่อบอกเล่าเรื่องราวให้ผู้บริโภคได้รับรู้ จดจำ และเชื่อมั่นในแบรนด์ของเรา ดังนั้นโลโก้จึงสามารถส่งผลต่อการรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) และการจดจำแบรนด์ได้เป็นอย่างดี
ในการออกแบบโลโก้นั้นจึงต้องคำนึงถึงหลากหลายปัจจัย โลโก้ที่ดี จะสามารถสะท้อนตัวตนได้ตั้งเเต่แรกเห็น มีเอกลักษณ์ชัดเจน จดจำได้ง่าย ลูกค้าสามารถแยกแบรนด์ของเราออกจากแบรนด์ของคู่แข่งได้ เราอาจเคยเห็นโลโก้ของแบรนด์ระดับโลกที่มีความแตกต่างกัน เช่น มีแต่ตัวอักษรอย่างเดียว, ตัวย่อ, รูปภาพ, สัญลักษณ์ภาพ และอื่นๆ บทความนี้เราจะพาคุณมารู้จักกับการแบ่งประเภทของโลโก้หลักๆ7 ประเภท ดังนี้
2.1 Logo ตัวย่อ (Monogram หรือ Lettermark)
เป็นโลโก้ที่ประกอบด้วยตัวอักษรสองสามตัว ซึ่งมักจะเป็นชื่อย่อของบริษัทหรือชื่อแบรนด์ที่มีความยาว เครื่องหมายตัวอักษรนั้นเน้นความเรียบง่าย การใช้โลโก้ที่มีตัวอักษรเพียงไม่กี่ตัวทำให้แบรนด์ของบริษัทมีความคล่องตัวมากขึ้น และสามารถสร้างการจดจำได้ดีกว่าการใช้ชื่อเต็ม เช่น IBM, CNN, HP, HBO

ภาพแสดง Logo แบบตัวย่อ (Photo: https://www.atpcraft.com/7-logos/)
2.2 Logo ตัวอักษร (Wordmark หรือ Logotype)
โลโก้นี้จะมีความคล้ายกับประเภทที่ 1 ที่เน้นการใช้ตัวอักษร เน้นไปที่ชื่อของธุรกิจ โลโก้ลักษณะนี้จะสามารถทำงานได้ดีมากเมื่อธุรกิจของเรามีชื่อที่กระชับและชัดเจน ยกตัวอย่างโลโก้ Google เป็นตัวอย่างที่ดีและชัดเจนมาก ตัวชื่อเองนั้นมีความติดหูและสามารถจดจำได้ง่าย ดังนั้นเมื่อมารวมกับการออกแบบตัวอักษรที่มีความชัดเจน เลือกรูปแบบตัวอักษรที่สะท้อนภาพลักษณ์ บุคลิกภาพของแบรนด์ด้วย จะยิ่งตอกย้ำให้แบรนด์ของเราชัดเจนในใจของผู้พบเห็น

ภาพแสดง Logo แบบตัวอักษร (Photo: https://www.atpcraft.com/7-logos/)
2.3 Logo รูปภาพหรือสัญลักษณ์ (Pictorial Mark หรือ Symbol)
โลโก้ประเภทนี้จะเน้นไปที่การออกแบบกราฟิก รูปภาพที่คุ้นตา ให้ออกมาเป็นสัญลักษณ์ที่สามารถจดจำได้ง่าย เห็นแล้วสามารถจำได้ทันทีว่าคือแบรนด์อะไร แม้ว่ารูปภาพหรือสัญลักษณ์อาจไม่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการเลยก็ตาม เช่น Apple

ภาพแสดง Logo แบบรูปภาพหรือสัญลักษณ์ (Photo: https://www.atpcraft.com/7-logos/)
2.4 Logo แบบนามธรรม (Abstract Logo Mark)
โลโก้ประเภทนี้จะเน้นไปที่รูปภาพหรือสัญลักษณ์เช่นเดียวกัน แต่จะเป็นภาพลักษณะสมมุติขึ้นมา อาจได้แรงบันดาลใจมาจากภาพเรขาคณิต ลายเส้น รูปร่าง หรืออ้างอิงรูปภาพหรือสัญลักษณ์บางอย่างมาดัดแปลงให้เกิดเป็นรูปภาพใหม่ที่มีความเป็นนามธรรม ไม่ได้มีความหมายสื่อสารตรงตัว แตกต่างจากที่เราพบเห็นในชีวิตประจำวัน เช่น โลโก้ Pepsi

ภาพแสดง Logo แบบนามธรรม (Abstract Logo Mark) (Photo: https://www.atpcraft.com/7-logos/)
2.5 Logo มาสคอต (Mascot)
เป็นโลโก้ภาพประกอบที่มีการออกแบบจากรูปคน สัตว์ หรือตัวการ์ตูนที่เรากำหนดมาให้เป็น Mascot ของแบรนด์ อาจเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท เช่น ผู้พันของ KFC หรือคาแรคเตอร์การ์ตูนที่สื่อถึงจุดเด่นของธุรกิจ เป็นตัวแทนหรือทูตของแบรนด์ เพื่อช่วยสร้างการจดจำได้เป็นอย่างดี เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการสร้างบรรยากาศที่ดีด้วยการใช้ Mascot ดึงดูดกลุ่มลูกค้าและ Mascot ยังเป็นจุดที่สามารถเชื่อมผู้คนกับแบรนด์ให้มีส่วนร่วมต่อกันได้อีกด้วย

ภาพแสดง Logo แบบมาสคอต (Mascot) (Photo: https://www.atpcraft.com/7-logos/)
2.6 Logo ภาพและตัวอักษร (Combination Mark Logo)
โลโก้ผสมที่ประกอบด้วยรูปภาพหรือสัญลักษณ์ ออกแบบร่วมกับตัวอักษรรวมเข้าด้วยกัน อาจจัดวางอยู่รวมกัน หรือจัดวางไว้ข้างกัน หรือบนกับล่างก็ได้ ถือว่าเป็นโลโก้ที่นิยมใช้มากพอสมควร สามารถช่วยสร้างการจดจำได้

ภาพแสดง Logo แบบภาพและตัวอักษร (Combination Mark Logo) (Photo: https://www.atpcraft.com/7-logos/)
2.7 Logo ตรา (Emblem Logo)
เป็นโลโก้ตราสัญลักษณ์ที่องค์ประกอบต่างๆ เช่น รูปภาพ สัญลักษณ์ ตัวอักษร จะรวมตัวอยู่ในกลุ่มเดียวกัน ส่วนใหญ่มีลักษณะมีกรอบล้อมรอบ รูปเรขาคณิตต่างๆ เช่น วงกลม สี่เหลี่ยม อื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น โลโก้ Starbucks และพบเห็นได้มากในกลุ่มสถาบัน โรงเรียน ภาครัฐ ฉะนั้นจะมีข้อควรระวังในการออกแบบ เนื่องจากการออกแบบที่มีรายละเอียดค่อนข้างเยอะรวมอยู่ในกลุ่มก้อนเดียวกัน การใช้โลโก้ที่มีสัดส่วนที่เล็กลงอาจทำให้เห็นรายละเอียดต่างๆได้ไม่ครบหรือไม่ชัดเจน ไม่ควรออกแบบโดยใช้รายละเอียดที่มากเกินไป

ภาพแสดง Logo แบบตรา (Emblem Logo) (Photo: https://www.atpcraft.com/7-logos/)
3. องค์ประกอบสำคัญในการออกแบบโลโก้
การออกแบบโลโก้ให้กับแบรนด์หรือสินค้านั้นมีความสำคัญมาก ที่ต้องออกแบบให้โดดเด่นและแตกต่างจากบรรดาคู่แข่งในตลาดและต้องทำให้ลูกค้านั้นจดจำได้อย่างขึ้นใจ โดยโลโก้นั้นก็ต้องถูกหลอมหลวมมาจากคุณค่าและเรื่องราวของแบรนด์ด้วยเช่นกัน ซึ่งโลโก้นี่เองก็คือหนึ่งในส่วนประกอบหลักของอัตลักษณ์ของแบรนด์ (Brand Identity) ที่ต้องมีความโดดเด่นไม่เหมือนใครและสะท้อนความเป็นแบรนด์ของคุณ และการออกแบบโลโก้ให้โดดเด่นนั้นมันก็มีองค์ประกอบอยู่ 9 อย่างด้วยกัน
3.1 แข็งแกร่งและมีความสมดุล

ภาพแสดง การออกแบบ Logo ที่มีความแข็งแกร่งและมีความสมดุล (Photo: https://1000logos.net/fedex-logo/)
โลโก้นั้นไม่ว่าจะประกอบด้วยข้อความหรือสัญลักษณ์กราฟิกหรือมีการผสมผสานกันทั้งสองอย่าง ก็ควรสะท้อนถึงแบรนด์ของคุณทั้งหัวใจ จิตวิญญาณ บุคลิกภาพของแบรนด์ (Brand Personality)คำนึงถึงกลุ่มเป้าหมาย ผลิตภัณฑ์ และบริการเพราะคุณต้องการให้โลโก้สะท้อนและแสดงออกถึงธุรกิจที่คุณทำ โลโก้จึงจำเป็นต้องออกแบบมาให้ดูแล้วมีความแข็งแกร่งและมีความสมดุลมากที่สุดและยังต้องคำนึงถึงสัดส่วนพื้นที่รอบๆโลโก้ด้วย ตัวอย่างโลโก้ที่มีความแข็งแกร่งและสมดุล เช่น FedEx, Flash Express, SCG, PTT, Adidas, Microsoft
3.2 ความเรียบง่าย

ภาพแสดง การออกแบบ Logo ที่มีความเรียบง่าย
(Photo: https://en.m.wikipedia.org/wiki/File:Apple_logo_black.svg)
สำหรับการออกแบบโลโก้แล้วความเรียบง่ายนั้นถือว่าดีที่สุดครับ เพราะหากคุณออกแบบโลโก้ที่มีความสลับซับซ้อนมากจนเกินไปมันอาจมีผลต่อกระบวนการตีพิมพ์ลงบนสื่อต่างๆจนทำให้บางครั้งก็อ่านไม่รู้เรื่อง เช่น คุณออกแบบโลโก้ด้วยการผสมผสานลวดลายกราฟฟิก สีสัน และตัวอักษรปะปนไปมาหรือนำภาพเข้ามาประกอบด้วย มันคงเป็นอุปสรรคอย่างมากในรายละเอียดบนงานพิมพ์โดยเฉพาะเมื่อคุณพิมพ์สีดำและสีเทา และมันก็ยังทำให้การจดจำผิดเพี้ยนไปอย่างมาก ตัวอย่างโลโก้ที่ออกแบบได้เรียบง่ายและน่าจดจำก็เช่น Apple, McDonald’s, Google
3.3 น่าจดจำ

ภาพแสดง การออกแบบ Logo ที่มีเอกลักษณ์น่าจดจำ
(Photo: https://about.nike.com/en/newsroom/collections/nike-inc-logos)
โดยปกติการออกแบบโลโก้เพื่อให้รู้ว่าคุณกำลังทำธุรกิจอะไรตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น ก็มักจะเป็นการออกแบบด้วยการใส่สัญลักษณ์ต่างๆผสมไปพร้อมกับชื่อของแบรนด์ เช่น หากคุณทำธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ก็อาจมีรูปบ้านประกอบเป็นส่วนหนึ่งของโลโก้ หรือทำธุรกิจอาหารก็มีรูปวาดอาหารเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของโลโก้ซึ่งมันก็เป็นหนึ่งวิธีในการออกแบบให้เกิดการจดจำได้ง่าย แต่ก็ไม่จำเป็นเสมอไปที่จะต้องแสดงออกอย่างชัดเจนขนาดนั้นเสมอไปครับ โดยหากคุณสามารถออกแบบโลโก้ที่สร้างความน่าจดจำด้วยไอคอนอย่างเดียวและที่สำคัญคือหากคุณสามารถถ่ายทอดเรื่องราวของธุรกิจได้ เช่น Nike ที่เป็นสัญลักษณ์ Swoosh อันทรงพลังและน่าจดจำก็จะช่วยให้โลโก้ของคุณสร้างความโดดเด่นได้ไม่แพ้กันเลยทีเดียว
3.4 มีความยืดหยุ่น
ความยืดหยุ่นในที่นี้หมายถึงสีของโลโก้ที่สามารถปรับใช้ให้เข้ากับสื่อในลักษณะที่แตกต่างกัน ที่มองเห็นได้อย่างชัดเจนไม่ว่าจะเป็นงานโฆษณาทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อออนไลน์ หรือสื่อภายนอกตามบิลบอร์ดบนทางด่วนที่ต้องมองจากระยะไกลๆ โดยส่วนใหญ่การออกแบบโลโก้นั้นก็ควรจะมีการใช้สีอยู่ 3 อย่างก็คือ สีหลักที่เป็นโลโก้ 4 สี สีขาว สีดำ หรือสีเทา เพื่อใช้บนวัสดุหรือสื่อที่มีสีพื้นหลังที่แตกต่างกัน โดยต้องกำหนดด้วยว่าจะใช้โลโก้ลักษณะไหนกับสื่ออะไรมีเงื่อนไขการใช้อย่างไรบ้าง
3.5 เลือกใช้สีให้เหมาะสม
การเลือกใช้สีให้เหมาะสมกับบุคลิกลักษณะและประเภทของธุรกิจก็มีผลต่อการรับรู้และการจดจำของลูกค้าด้วยเช่นกัน เพราะมันก็คือการสื่อสารกับลูกค้าในอีกทางหนึ่งซึ่งสีของโลโก้นั้นสามารถกระตุ้นความรู้สึกบางอย่างของลูกค้าได้ เช่น ความรู้สึกเชื่อมั่น สดชื่น ความไว้วางใจ ความซื่อสัตย์ เป็นต้น และตัวอย่างสีที่เหมาะสมกับธุรกิจก็เช่น
– ธุรกิจธนาคารหรือการเงิน >> สีโทนน้ำเงิน เทา ที่แสดงถึงความน่าเชื่อถือความมั่นคง
– ธุรกิจอาหาร >> สีโทนเหลือง แดง ที่แสดงถึงความสดใสน่ากิน
– ธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ >> สีโทนเขียว ที่แสดงถึงความเป็นธรรมชาติ
– ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ >> สีโทนน้ำตาล เทา ดำ น้ำเงิน ที่แสดงถึงความหนักแน่น
สีนั้นสามารถนำมาใช้รวมกันได้แต่ก็ไม่ควรเกิน 2 สี ซึ่งมันก็อยู่ที่ความหมายที่เราจะสื่อออกมาที่ต้องให้ความสำคัญกับการวางแผนมาตั้งแต่การสร้างแบรนด์ในช่วงเริ่มต้น

ภาพแสดง การออกแบบ Logo ที่มีการใช้สีให้เหมาะสม
(Photo: https://www.zekagraphic.com/psychology-of-color-in-logo-design/)
3.6 อยู่ได้ในระยะยาว
การเปลี่ยนโลโก้บ่อยๆไม่ใช่เรื่องที่ดีซึ่งอาจเป็นผลมาจากการออกแบบที่ดูแล้วไม่ทันสมัยเพียงพอและดูไม่น่าจดจำ ดังนั้นการออกแบบโลโก้ต้องคำนึงถึงการสื่อสารความหมายและสื่อสารเรื่องราวให้อยู่ได้ในระยะยาวด้วย เพราะถ้าหากโลโก้ของคุณเป็นที่จดจำแล้วแต่ไม่สามารถสื่อสารเรื่องราวและสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาวได้ก็อาจทำให้เสียแรงเปล่าครับ ซึ่งนั่นก็หมายถึงการสร้างความผูกพันให้เกิดขึ้นในใจของลูกค้าให้ได้ แม้ว่าคุณจะทำการ Rebranding เพื่อปรับแบรนด์ให้มีความทันสมัยเข้ากับการเปลี่ยนแปลงต่างๆกี่ครั้งก็ตาม ลองดูตัวอย่างเช่น Coca-Cola, Dior หรือ Rolex

ภาพแสดง การออกแบบ Logo ที่อยู่ได้ในระยะยาว (Photo: https://logotyp.us/logo/coca-cola/)
3.7 โดดเด่นไม่ซ้ำใคร
โลโก้เป็นเรื่องของการออกแบบดีไซน์ที่ไม่ใช่แค่การนำภาพมาประกอบหรือใช้ตัวหนังสือที่เหมือนการวาดออกมาจากโปรแกรมทำ Clipart แต่มันเป็นการหาส่วนผสมที่ลงตัวที่แตกต่างจากคู่แข่งคนอื่นๆในตลาด และที่สำคัญคือสร้างให้เกิดการจดจำในใจของลูกค้าได้อย่างมีคุณค่า โดยคุณอาจลองเปรียบเทียบกับโลโก้คู่แข่งในตลาดดูแล้วนำมาสรรค์สร้างให้ดีกว่าโดดเด่นกว่าและสื่อความหมายได้ดีกว่า

ภาพแสดง การออกแบบ Logo ที่มีลักษณะโดดเด่น
(Photo: https://www.popticles.com/branding/9-components-of-outstanding-logo-design/)
3.8 ตัวหนังสือที่ใช้ต้องมีความเหมาะสม
พยายามหลีกเลี่ยงการใช้ตัวหนังสือประหลาดๆแปลกๆหรือแนวแฟนตาซี แค่เพียงเพราความชอบหรือมันดูโดดเด่นดีและไม่น่าจะมีคนใช้เพื่อสร้างความต่างให้กับโลโก้ของคุณ เพราะมันจะกลายเป็นความไม่ใส่ใจกับการออกแบบที่ดีมากนัก นอกจากนั้นการออกแบบโลโก้ต้องคำนึงถึงขนาดความเหมาะสมของตัวหนังสือ การเว้นช่องไฟ ความหนาบางของตัวหนังสือ และระยะห่างของบรรทัดต่างๆ ตัวหนังสือก็มีหลากหลายแบบทั้งแบบมีหัว (Serifs) แบบไม่มีหัว (Sans Serifs) แบบลายมือ (Handwriting) แบบตกแต่ง (Decorative) ที่สามารถนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมได้

ภาพแสดง การออกแบบ Logo โดยการเลือกใข้ตัวอักษรให้เหมาะสม
(Photo: https://www.popticles.com/branding/9-components-of-outstanding-logo-design/)
3.9 มีความหมายสอดคล้องกับแบรนด์
โลโก้ก็เหมือนกับตัวแทนของแบรนด์ (Brand Ambassador) ของคุณที่ต้องถ่ายทอดลักษณะแนวคิดของแบรนด์ออกมาสู่สายตาของผู้ลูกค้า ด้วยการหลอมรวมมาจากเป้าหมาย (Purpose) วิสัยทัศน์ (Vision) พันธกิจ (Mission) คุณค่า (Values) และคำมั่นสัญญา (Promise) ซึ่งแบรนด์ใหญ่ๆระดับโลกนั้นก็ล้วนแล้วแต่ถูกสร้างมาจากเรื่องต่างๆเหล่านี้เช่นกัน ดังนั้นก่อนจะออกแบบโลโก้คุณต้องกลับไปคิดถึงเรื่องต่างๆเหล่านี้เพื่อที่จะสร้างอัตลักษณ์ของแบรนด์ (Brand Identity) ให้ออกมาได้อย่างมีความหมายและมีแนวทางชัดเจน

ภาพแสดง การออกแบบ Logo ให้มีความหมายสอดคล้องกับแบรนด์
(Photo: https://www.popticles.com/branding/9-components-of-outstanding-logo-design/)
อ้างอิงข้อมูล :
1. https://www.atpcraft.com/7-logos/
2. https://www.vistaprint.com/hub/types-of-logos
3. https://www.popticles.com/branding/9-components-of-outstanding-logo-design/
