1. ความหมายของกราฟิก
ความหมายของภาพกราฟิก คำว่า “ภาพกราฟิก” นั้น สามารถนิยามครอบคลุมได้หลากหลายความหมาย เป็นศาสตร์และศิลปะที่ ศึกษาและสร้างสรรค์ภาพเพื่อการสื่อสารทางสายตา ซึ่งไม่เพียงแค่หมายถึงภาพหรือรูปทรง แต่ยังครอบคลุมถึงการ จัดวาง การสื่อสาร และการแสดงผลในรูปแบบที่สามารถเข้าใจได้ง่าย อีกทั้งยังต้องสื่อสารข้อมูลได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ได้มีนักวิชาการต่าง ๆ ให้ความหมายของ ภาพกราฟิกไว้ ดังนี้
วิททิชและชูลเลอร์ (Wittich & Schuller, 1973) ได้กล่าวไว้ว่า กราฟิก (Graphics) เป็นคำที่เกิดขึ้นจากรากศัพท์ภาษากรีก คือคำว่า “Graphikos” หมายถึง การเขียนภาพด้วยสีและขาวดำ และเมื่อมารวมกับคำว่า “Graphien” จึงหมายถึง การเขียนตัวหนังสือและการใช้เส้นเพื่อแสดงความหมาย จึงสรุปได้ว่า กราฟิก หมายถึง การสื่อความคิดโดยการใช้ภาพ สัญลักษณ์ และข้อความ โดยกราฟิกในยุคแรกจะเริ่มจากการวาดภาพลายเส้น การ วาดภาพเหมือนจริง มาจนถึงการใช้ภาพถ่ายเหมือนจริง
อนัน วาโซะ (2558) กล่าวว่า กราฟิก หมายถึง ศิลปะหรือศาสตร์แขนงหนึ่ง ที่สื่อความหมายโดยใช้เส้น ภาพเขียน สัญลักษณ์ภาพถ่าย ซึ่งมีลักษณะเห็นได้ชัดเจน เข้าใจความหมายได้ทันที และถูกต้องตรงตามที่ผู้ใช้ ต้องการ
ส่วนดิกชันนารีของ Cambridge ได้ให้ความหมายของคำว่า กราฟิก (Graphic) หมายถึง รูปภาพหรือ ไดอะแกรม ที่ให้ข้อมูลอย่างเฉพาะเจาะจง ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยคอมพิวเตอร์
ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า “ภาพกราฟิก” หมายถึง การนำเสนอข้อมูล อารมณ์ความคิด ผ่านตัวอักษร ลายเส้น สี และภาพ เพื่อสื่อสารความหมาย ตามที่ผู้สร้างสรรค์ต้องการ
2. ประวัติความเป็นมาของกราฟิก
ตามหลักฐานในอดีต งานกราฟิกมีประวัติความเป็นมาเมื่อมนุษย์เริ่มรู้จักขูด ขีด เขียน หรือการจารึกเป็น ร่องรอยให้ปรากฎเป็นหลักฐานเพื่อบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ หรือการทำเครื่องหมายกำหนดสิ่งของและวัตถุที่มีอยู่ ตามสภาพแวดล้อมในธรรมชาติข้างเคียง เช่น อนุสาวรีย์หินตั้งเป็นรูปวงกลม (Cromlech) ของมนุษย์เมื่อประมาณ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล ที่สื่อแสดงถึงสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางความเชื่อหรือคล้ายกับเป็นสถานที่ในการสังเกต เรียนรู้ทางดาราศาสตร์เบื้องต้น (ศมลพรรณ ภู่เล็ก, 2560)
การออกแบบกราฟิกของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์จัดว่าเป็นการเริ่มต้นสร้างสื่อความหมาย หรือการ สื่อสารโดยการวาดเขียน (Graphic Communication) เพื่อให้ผู้ดูได้อ่าน รู้ เข้าใจ และตีความหมายได้ ซึ่งเรียกว่า Pictogram ได้แก่ ภาพแสดงแทนลักษณะสิ่งของ วัตถุหรือสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ เช่น ภาพสัตว์ คน ต้นไม้ เป็นต้น ต่อมา ได้พบหลักฐานที่ปรากฎเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปถึงการสร้างการสื่อสารด้วยภาพของมนุษย์โบราณ สิ่งที่ค้นพบ คือ ผลงานการเขียนภาพบนผนังถ้ำและเพดานถ้ำลาสโกทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส และถ้ำอัลตามิราทางตอน เหนือของประเทศสเปน ซึ่งมีอายุราว 30,000 – 10,000 ปีก่อนคริสตกาล ภาพเขียนส่วนใหญ่จะเป็นภาพหยาบ ๆ และเขียนขึ้นเพียงบางส่วนเท่านั้น เช่น เขียนส่วนหัว ขา แต่ต่อมาก็เขียนเป็นสัตว์ทั้งตัว และยังแสดงกิริยาอาการ ต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น (สนั่น ปัทมะทิน, 2516, หน้า 8) ดังนั้น การออกแบบกราฟิกสมัยก่อนประวัติศาสตร์เป็นการ เริ่มต้นการสื่อความหมายด้วยการวาดเขียนให้ผู้อ่านตีความหมายได้ เรียกว่า Pictogram

ภาพแสดง Pictogram ในงานโอลิมปิก ปี 1964 ที่ประเทศญี่ปุ่น มีเส้นสายกราฟิกที่หนาทึบ
เน้นเส้นตรงและวงกลมที่หนักแน่น (Photo: https://imgur.com/user/ouikipedia)
ต่อมาประมาณ 9,000 ปี ก่อนคริสตกาล ชาวสุเมเรียน (Sumerian) เริ่มเขียนตัวอักษรรูปลิ่ม (Cuneiform) และตัวอักษร Hieroglyphic ของชาวอียิปต์

ภาพตัวอักษรรูปลิ่ม (Cuneiform) (Photo: https://www.istockphoto.com)

ภาพแสดง อักษรอียิปต์เฮโรกลิเฟค (Hieroglyphic) (Photo: https://www.istockphoto.com)
งานกราฟิกเริ่มได้รับการยอมรับมากขึ้น เมื่อได้คิดค้นกระดาษและวิธีการพิมพ์ ปี ค.ศ. 1440 Johann Gutenberg ชาวเยอรมันได้ประดิษฐ์เครื่องพิมพ์แบบตัวเรียงที่สามารถพิมพ์ได้ครั้งละจำนวนมาก

ภาพแสดง เครื่องพิมพ์แบบตัวเรียง (Photo: https://www.uprintershop.com/the-history-of-printing-from-gutenberg-to-modern-digital-printers/)
การออกแบบกราฟิกไม่ได้เป็นศาสตร์ที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากกราฟิกเป็นเพียงส่วนประกอบ หนึ่งของงานออกแบบอื่น ๆ เท่านั้น แต่งานออกแบบกราฟิกเริ่มมีบทบาทชัดเจนมากยิ่งขึ้น วิลเลียม แอนดิสั่น วิง กินส์ (Wilitam Andison Dwiggins) เป็นบุคคลแรกที่ได้เริ่มนำเอาคำว่านักออกแบบกราฟิก” มาใช้เป็นคนแรก แต่ ไม่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย จนหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงได้เริ่มมีการใช้คำว่า “นักออกแบบกราฟิก” แพร่หลายมากขึ้นในฐานะบุคคลที่สร้างสรรค์ผลงานศิลปะเพื่อถ่ายทอดข้อมูลและข่าวสารไปสู่กลุ่มเ ป้าหมาย จำนวนมากให้รับรู้ และเข้าใจในข้อมูลข่าวสารเดียวกันได้อย่างตรงกันนั้นเอง (ศิริพรณ์ ปีเตอร์, 2556)
จนกระทั่งในราว ค.ศ. 1940 ได้เกิดพัฒนาการของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สามารถจัดแสดงภาพกราฟิกโดย ใช้เครื่องพิมพ์ โดยรูปภาพที่ได้เป็นภาพที่เกิดจากการใช้ตัวอักษรมาประกอบกัน อย่างไรก็ตามอุปกรณ์ด้าน คอมพิวเตอร์ยังมีราคาที่สูงมาก ยังมีการใช้แต่ในหน่วยงานราชการและบริษัทใหญ่ๆ เท่านั้น มาถึงปี ค.ศ. 1970 เป็นช่วงเวลาที่อุปกรณ์ด้านคอมพิวเตอร์เริ่มมีราคาลดลงเป็นอย่างมาก ทำให้ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวกับ ระบบคอมพิวเตอร์กราฟิกมีราคาถูกตามไปด้วย ผู้ใช้ทั่วไปจึงสามารถนำมาใช้ในงานของตนได้ จึงทำให้การใช้ คอมพิวเตอร์กราฟิกเริ่มแพร่หลายไปในการใช้งานในด้านต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น (ศมลพรรณ ภู่เล็ก, 2560)
3. องค์ประกอบของการออกแบบ (Element of Design)
ภาพกราฟิกมีองค์ประกอบหลักที่สังเกตเห็นได้ในการออกแบบกราฟิก ซึ่งช่วยในการสื่อสารและสร้าง ความหมายให้กับผู้ดู โดยมีองค์ประกอบต่าง ๆ ดังนี้
1. จุด (Point) จุดเป็นองค์ประกอบที่มีขนาดเล็กที่สุด เพราะเป็นต้นกำเนิดของเส้นและ น้ำหนักไม่มีความกว้าง ความยาว ความลึก ไม่มีทิศทาง จุดมีคุณสมบัติในการชี้บอกตำแหน่ง ให้ความรู้สึกหยุดนิ่ง ไม่เคลื่อนไหว ไร้ทิศทาง หากจัดวางจุดให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมสามารถทำให้เกิดความรู้สึกต่าง ๆได้ เช่น วาง จุดเรียงกันเป็นเส้น ให้ความรู้สึกของทิศทาง วางจุดเรียงกันเป็นเส้นโค้งขึ้นลง ให้ความรู้สึกเคลื่อนไหว หรือความ เป็นจังหวะได้ วางจุดเป็นกลุ่มในตำแหน่งที่แตกต่างกัน ให้ความรู้สึกถึงน้ำหนัก หรือปริมาตรได้

ภาพแสดง จุด (Point)
2. เส้น (Line) เส้นเป็นพื้นฐานที่สำคัญของงานศิลปะทุกชนิด เส้นสามารถให้ความหมาย แสดง ความรู้สึก และอารมณ์ได้ด้วยตัวเอง เช่น เส้นแนวนอน ให้ความรู้สึกพักผ่อน เงียบสงบ นิ่ง และผ่อนคลาย เส้นแนวตั้ง ให้ความรู้สึกมั่นคง แข็งแรง จริงจัง รวมถึงความสมดุล เป็นสัญลักษณ์ ของความถูกต้อง ซื่อสัตย์ สง่าผ่าเยน ทะเยอทะยาน เส้นเฉียง ให้ความรู้สึกเคลื่อนไหว ไม่มั่งคง ตื่นเต้น เส้นโค้ง ให้ความรู้สึกอิสระ สวยงาม เป็นหนึ่งเดียว

ภาพแสดง เส้น (Line)
3. รูปร่างหรือรูปทรง (Shape)
3.1 สี่เหลี่ยมผืนผ้า และสี่เหลี่ยมจัตุรัส ความมีเสถียรภาพ และเป็นทางการ เชื่อถือ ได้และปลอดภัย รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า และสี่เหลี่ยมจัตุรัสเป็นรูปแบบที่พบมากที่สุดในชีวิตประจำวัน ด้วยความเรียบ ของเส้นตรง ทำให้รูปทรงสี่เหลี่ยมไห้ความรู้สึกของความมีเสถียรภาพ และเป็นทางการ มั่นคง เชื่อถือได้และ ปลอดภัย ธุรกิจที่ให้บริการทางการเงินจำนวนมาก จึงเลือกที่จะใช้รูปทรงสี่เหลี่ยมสำหรับโลโก้ของพวกเขาเพราะ บ่งบอกถึงความน่าเชื่อถือ มั่นคง และอยู่มานาน รวมถึงบริษัทสื่อมวลชนและเทคโนโลยีต่างๆ

ภาพแสดง รูปทรง สี่เหลี่ยมผืนผ้าและสี่เหลี่ยมจตุรัส
3.2 วงกลม วงกลมไม่มีจุดเริ่มต้นหรือสิ้นสุด ทำให้รู้สึกถึงความสมบูรณ์แบบและ ครบวงจร เพราะวงกลมไม่มีจุดเริ่มต้นหรือสิ้นสุด มันเชื่อมต่อความคิดด้วยกัน มันทำให้รู้สึกถึงความสมบูรณ์แบบ และครบวงจร อย่างวงกลม สัญลักษณ์หยินหยาง วิธีการ “ทำใหม่หรือโหลดอีกครั้ง” ประกอบไปด้วยลูกศร วงกลม วงดนตรีที่จัดงานแต่งงาน และนาฬิกา

ภาพแสดง รูปทรง วงกลม
3.3 สามเหลี่ยม สามเหลี่ยมให้ความรู้สึกถึงความเสถียรภาพที่มั่นคง และมีความสมดุล รูปทรงนี้มียอดสามเหลี่ยมซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความยิ่งใหญ่หรือเหนือกว่า เช่น โลโก้อาดิดาส ที่สร้างรูป สามเหลี่ยมซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของภูเขา “จุดสุดยอดของความสำเร็จ” ซึ่งเปรียบเสมือนกับการผลักดันตัวเองให้กล้า เอาชนะความท้าทาย และการทำให้ดีที่สุด สามเหลี่ยมยังสร้างการเคลื่อนไหวและการนำสายตาของเราในวิธีการบางอย่าง รูปทรงนี้ จึงได้รับการเชื่อมโยงกับทิศทาง และการเคลื่อนไหว สามเหลี่ยมมีความหมายมาก เมื่อคุณอยากให้รู้สึกถึงความเสถียรภาพที่มั่นคง และมีความสมดุลนั้นซึ่งก็คือ สามเหลี่ยมแบบปิรามิด แต่เมื่อคุณกลับสามเหลี่ยมคว่ำลงจะทำให้รู้สึกถึงความไม่ สมดุลอย่างน่ากลัว ความเครียด ความเสี่ยง

ภาพแสดง รูปทรง สามเหลี่ยม
3.4 หกเหลี่ยม หกเหลี่ยมให้ความรู้สึกถึงการเชื่อมโยงเครือข่าย

ภาพแสดง รูปทรง หกเหลี่ยม
3.5 รูปทรงอิสระ รูปทรงอิสระให้ความรู้สึกถึงการฉีกกฎกติกา การนอกกรอบ

ภาพแสดง รูปทรง อิสระ
4. น้ำหนัก (Value) น้ำหนักเป็นส่วนเสริมที่ทำให้งานกราฟิกมีความเป็นธรรมชาติมากขึ้น และ ส่งผลต่อการสื่อความหมายและอารมณ์ของการออกแบบกราฟิกได้มากขึ้น เช่น ความหนัก ทึบของสี หรือความ โปร่งใส

ภาพแสดง การให้ค่าน้ำหนัก (Photo: https://pookanart2014.wordpress.com/wp-content/uploads/2014/05/shadow.jpg)
5. พื้นผิว (Texture) พื้นผิวในงานกราฟิกนั้นสามารถแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบคือ
5.1 พื้นผิวที่สามารถสัมผัสได้ด้วยมือ ผิวสัมผัสประเภทนี้ไม่เพียงแต่มองเห็นได้ด้วยตาแต่สามารถสัมผัสได้ด้วยมือ ผิวสัมผัสที่สัมผัสได้ด้วยมือนี้เป็นภาพนูนต่ำ (Base relief) ระดับงานสามมิติ แบ่งเป็น 3 ชนิดดังนี้
5.1.1 ผิวสัมผัสที่หาได้ในธรรมชาติ เช่น ใบไม้ หิน โลหะ เป็นต้น
5.1.2 ผิวสัมผัสธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลง
5.1.3 ผิวสัมผัสที่จัดขึ้นใหม่ วัสดุทั่วไปมักจะมีลักษณะชิ้นเล็กๆ เป็นแผ่น หรือเส้น เพื่อเพิ่มความหลากหลายของผิวสัมผัส

ภาพแสดง พื้นผิวที่สามารถสัมผัสได้ด้วยมือ (Photo: https://www.finearts.cmu.ac.th/
e_learn/compos/compos1_5.pdf)
5.2 พื้นผิวที่สามารถสัมผัสได้ด้วยตา คือ ลักษณะงานสองมิติ ที่รู้สึกได้จากการมองเห็นด้วยตา อันเป็นผลมาจากการสะท้อนของ แสง การดูดซึมแสงของผิวพื้นนั้น ความแตกต่างของผิวสัมผัส ก่อให้เกิดความรู้สึกว่าจะสัมผัสได้ด้วยมือ ซึ่งเมื่อได้สัมผัสแล้วกลับไม่มีความแตกต่างตามที่เห็น ผิวสัมผัสประเภทนี้แบ่งได้เป็น 3 ชนิด ดังนี้
5.1 ผิวสัมผัสที่เกิดจากการตกแต่ง
5.2 ผิวสัมผัสที่เกิดจากธรรมชาติ
5.3 ผิวสัมผัสที่เกิดจากเครื่องมือ
ผิวสัมผัสที่มองเห็นด้วยตา แต่ไม่มีความรู้สึกแตกต่างเมื่อสัมผัสด้วยมือ เป็นผิวสัมผัส 2 มิติ สามารถผลิตได้หลายวิธี เช่น การเขียนลวดลาย หรือระบายสีด้วยดินสอ ปากกา หรือพู่กัน การพิมพ์ การลอก การถู ,การพ่น การหยด การเทสีที่เป็นของเหลว, การแต้มสี การย้อม วัสดุที่ดูดซึมได้ดี ,การรมควัน และการเผา, การขูดขีด การตัดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เป็นต้น

ภาพแสดง พื้นผิวที่สามารถสัมผัสได้ด้วยตา (Photo: https://www.finearts.cmu.ac.th/
e_learn/compos/compos1_5.pdf)
6. พื้นที่ว่าง (space) พื้นที่ว่าง หมายถึง บริเวณว่างโดยรอบวัตถุ (object) เป็นมวลอากาศ ภายในงาน เรียกว่า พื้นที่ว่างทางลบ (negative space) และบริเวณว่างที่ตัวของวัตถุเรียกว่า พื้นที่ว่างทางบวก (positive Space) ในการออกแบบงานต่าง ๆ จะต้องคำนึงถึงช่วงระยะ ให้มีความสัมพันธ์กัน ในการออกแบบงาน ประเภท 2 มิติ จะต้องกำหนดกรอบพื้นที่ (space frame) เป็นรูปสี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม วงกลม หรือรูปร่างอิสระ ก่อนพื้นที่ว่าง 3 มิติ พื้นที่ว่างชนิดนี้เกิดขึ้นจากผลของการวางตำแหน่ง และขนาดของรูปร่าง รูปร่างที่มี ขนาดใหญ่วางอยู่ส่วนหน้าของกรอบพื้นที่ จะรู้สึกว่าอยู่ใกล้ รูปร่างที่เล็กกว่า และวางอยู่ส่วนบนของกรอบพื้นที่ จะ รู้สึกว่าอยู่ไกล ความใกล้และไกลนี้คือระยะหรือความลึก ซึ่งเป็นลักษณะของมิติที่ 3 จะเห็นได้ว่า ระยะ-ความลึก (distance-depth) มีความเกี่ยวเนื่องกันกับพื้นที่

ภาพแสดง การใช้ภาพที่สามารถมององค์ประกอบหลักจากภาพห่านหันหน้าชนกัน สามารถมองในอีกมุมหนึ่งเป็นภาพสัญลักษณ์หัวใจได้
7. ระยะ ระยะ คือ ตำแหน่งขององค์ประกอบต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่บนพื้นที่ว่าง โดยตำแหน่งที่อยู่ ใกล้ก็จะมองเห็นได้ชัดเจน มีขนาดที่ใหญ่และมีรายละเอียดมากกว่าตำแหน่งที่อยู่ไกล นักออกแบบมักใช้ องค์ประกอบเรื่องระยะในการสร้างความตื้นลึกและสร้างจุดนำสายตาในผลงานเพื่อให้เกิดทัศนียภาพที่ถูกต้อง สมจริง ต่อเนื่อง และดูน่าสนใจ (จรุงยศ อรัณยะนาค, 2560)

ภาพแสดง ตำแหน่งขององค์ประกอบต่าง ๆ
8. สี (Color) สีเกิดจากหลายประการ ดังนี้
8.1 ระบบสี RGB ย่อมาจาก Red, Green และ Blue คือ กระบวนการผสมสีจากแม่สี 3 สี คือสีแดง สีเขียว และสีน้ำเงิน การใช้สัดส่วนของสี 3 สีนี้ต่างกัน จะทำให้เกิดสีต่าง ๆ ได้อีกมากมาย ซึ่ง RGB จะถูกนำไปใช้กับสื่อที่ใช้ระบบแสงแสดงภาพ เช่น ทีวี คอมพิวเตอร์ กล้องถ่ายภาพ โปรเจคเตอร์ เป็นต้น

ภาพแสดง ระบบสี RGB
8.2 ระบบสี CMYK ย่อมาจาก Cyan (ฟ้าอมเขียว) Magenta (แดงอมม่วง) Yellow (เหลือง) Black (ดำ) ซึ่งเป็นชื่อสีที่นำมาใช้ การผสมสีทั้งสี่นี้ จะทำให้เกิดสีได้อีกหลายร้อยสี นำมาใช้ในการพิมพ์สีต่าง ๆ ซึ่งเป็นสีที่เรามองเห็นบนวัตถุต่าง ๆ เช่น กระดาษ หรือสิ่งพิมพ์ต่างๆ

ภาพแสดง ระบบสี CMYK
8.3 ระบบสี RYB รูปแบบสีสำหรับผู้ทำงานศิลปะ RYB เป็นรูปแบบที่ค่อนข้างเก่าแก่และถูกสอนถ่ายทอดกันมาเพื่อใช้ในวงการศิลปะ มีสามแม่สีได้แก่ แดง, เหลือง และ น้ำเงิน ซึ่งเป็นการรวมตัวแบบลบ (Subtractive Color) เช่นเดียวกันกับ CMYK รูปแบบสี RYB นี้ในการใช้งานจริงจะหม่นลึก, ไม่อิ่มตัวสดใสเหมือน RGB ที่เห็นบนหน้าจอ
สีแต่ละสีจะสื่อถึงความหมายที่แตกต่างกันออกไป โดยผู้ออกแบบงานด้านกราฟิกจำเป็นต้องเลือกใช้ให้มี ความเหมาะสมกับงานแต่ละประเภท และตรงกับความหมายที่กราฟิกต้องการสื่อออกไป

ภาพแสดง ระบบสี RYB
8.1 ความหมายทางจิตวิทยาของสี
สีแดง ตื่นเต้น เร้าใจ เตือนภัย
สีแดงอ่อน ประณีต เยือกเย็น หวาน สุข
สีชมพู หนุ่มสาว ความรัก ความมั่นใจ
สีน้ำเงิน ความเชื่อมั่น หนักแน่น สุภาพ ถ่อมตน
สีฟ้าอ่อน ราบรื่น ร่มเย็น
สีเหลือง สว่างสดใส ร่าเริง รู้สึกมีรสเปรี้ยว
สีแสด ตื่นตัวเร้าใจ สนุกสนาน
สีม่วง ความผิดหวัง ไม่เชื่อมั่น ไม่แน่นอน ลึกลับ
สีเขียวอ่อน สดชื่น ร่าเริง เบิกบาน
สีดำ ทุกข์ เสียใจ / อีกนัยก็คือ มีความเนี๊ยบ ขรึม
สีน้ำตาล อับทึบ โลก ธรรมชาติ
สีเทา เงียบสงัด ขรึม สุภาพ
สีทอง หรูหรา มีค่า
8.2 วรรณะของสี
1) สีโทนร้อน (Warm tone) สีโทนร้อน ประกอบด้วย สีเหลือง สีส้มเหลือง สีส้ม สีส้มแดง สีม่วงแดงและสีม่วง สีในวรรณะร้อนนี้จะไม่ใช่สีสดๆ ดังที่เห็นในวงจรสีเสมอไป เพราะสีในธรรมชาติ ย่อมมีสีแตกต่างไปกว่าสีในวงจรสีธรรมชาติอีกมาก ถ้าหากว่าสีใดค่อนข้างไปทางสีแดงหรือสีส้ม เช่น สีน้ำตาลหรือ สีเทาอมทอง ก็ถือว่าเป็นสีวรรณะร้อน
2) สีโทนเย็น (Cool tone) ประกอบด้วย สีเหลือง สีเขียวเหลือง สีเขียว สี เขียวน้ำเงิน สีน้ำเงิน สีม่วงน้ำเงิน และสีม่วง ส่วนสีอื่น ๆ ถ้าหนักไปทางสีน้ำเงินและสีเขียวก็เป็นสีวรรณะเย็น ดังเช่น สีเทา สีดำ สีเขียวแก่ เป็นต้น จะสังเกตได้ว่าสีเหลืองและสีม่วงอยู่ทั้งวรรณะร้อนและวรรณะเย็น ถ้าอยู่ใน กลุ่มสีวรรณะร้อนก็ให้ความรูสึกร้อน และถ้าอยู่ในกลุ่มสีวรรณะเย็นก็ให้ความรู้สึกเย็นไปด้วย สีเหลืองและสีม่วงจึง เป็นสีได้ทั้งวรรณะร้อนและวรรณะเย็น

ภาพแสดง ทฤษฎีสี
9. ตัวอักษร (Type) งานออกแบบกราฟิกจะมีตัวหนังสือเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เสมอ เพื่อสร้างความเข้าใจที่รวดเร็ว ถูกต้องให้แก่ผู้รับสาร การเลือกตัวหนังสือที่เหมาะสมมีความสำคัญเพราะนอกจากเรื่องความสวยงามและความลง ตัวของการจัดองค์ประกอบแล้ว ยังมีส่วนในเรื่องของการสื่อความหมายด้วย

ภาพแสดง รูปแบบตัวอักษร (Type) (Photo: https://www.istockphoto.com)
9.1 รูปแบบของตัวอักษร Format
1) Serif ดูเป็นระเบียบ ทางการ เหมาะใช้ในงานที่เป็นทางการ
2) San Serif อ่านง่าย ทันสมัย ไม่เป็นทางการมากนัก
3) Antique เหมาะกับงานที่ต้องการเน้นความย้อนยุค แสดงความชัดเจนในยุคสมัย
4) Script รูปแบบของตัวอักษรที่ไม่เป็นทางการ มีความเป็นกันเอง ดูสนุกสนาน และมี ความคล้ายคลึงกับลายมือเขียน
9.2 วิธีเลือกใช้งาน FONT
1) ความหมายต้องเข้ากัน ความหมายของคำและ Font ที่เลือกใช้ควรจะไปด้วยกันได้ เช่น คำว่าน่ารักก็ควรจะใช้ Font ที่ดูน่ารักไปด้วย
2) อารมณ์ของฟอนต์และอารมณ์ของงานต้องไปในทิศทางเดียวกัน งานที่ต้องการความ น่าเชื่อถือก็จะเลือกใช้Font แบบ Serif ที่ดูหนักแน่น น่าเชื่อถือ ส่วนงานที่ต้องการความฉูดฉาดอย่างโปสเตอร์ลดราคาก็ควรจะเลือกใช้Font ที่เป็นกันเองไม่ เป็นทางการมากนักอย่าง Font ในกลุ่ม Script เป็นต้น
3) การวางตำแหน่งตัวอักษร
– ธรรมชาติการอ่านของคนไทยจะอ่านจากซ้ายไปขวา และบนลงล่าง
– จุดเด่นควรจะมีเพียงจุดเดียว คือ มีตัวอักษรที่เป็นจุดนำสายตาเพียงจุด เดียว เพื่อให้ชิ้นงานกราฟิกมีความเด่นชัด และดึงดูดความสนใจได้
– ไม่ควรใช้ฟอนต์หลากหลายรูปแบบจนเกินไป เพราะจะทำให้งานดูไม่เป็น มืออาชีพ อีกทั้งยังเกิดความแตกต่างของตัวอักษรที่ส่งผลต่อการอ่านและ ขาดความเด่นชัดและดึงดูด การใช้งานองค์ประกอบเหล่านี้ในการออกแบบภาพกราฟิกสามารถช่วยให้ข้อความที่ต้องการสื่อสาร มี ความสวยงาม น่าสนใจ และถูกส่งถึงผู้รับสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อ้างอิงข้อมูล :
https://commarts.stou.ac.th/wpcontent/uploads/2024/05/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-8-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89
%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%94%E0%B9%89%E0
%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%81.pdf
