1. แนวทางการสร้างงานกราฟิกเพื่อใช้งานในท้องถิ่น (ปรับเนื้อหาตามโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรม)
การสร้างงานกราฟิกเพื่อประยุกต์ใช้งานในท้องถิ่นนั้นเป็นการออกแบบที่ต้องคำนึงถึงบริบท วัฒนธรรม และความต้องการของชุมชนหรือกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่นั้น ๆ ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ได้ในหลายด้าน เช่น การท่องเที่ยว การศึกษา การประชาสัมพันธ์ หรือการตลาดในท้องถิ่น โดยมีแนวทางการสร้างงานกราฟิกเพื่อใช้งานในท้องถิ่นดังนี้
1. ศึกษาบริบทของท้องถิ่น ได้แก่ ประเด็นดังต่อไปนี้
1.1 ประเด็นที่ 1 : อาชีพ
อาชีพอันดับ 1 ปาล์มน้ำมัน บริเวณเขาพนม, ปลายพระยา และอ่าวลึก
อาชีพอันดับ 2 ค้าขายหรือผู้ประกอบการและมัคคุเทศก์น้อย บริเวณชุมชนท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่
อาชีพอันดับ 3 ยางพารา บริเวณเขาพนม, ปลายพระยา และอ่าวลึก
อาชีพอันดับ 4 ท่องเที่ยว (ปืนผา, พายเรือแคนนูน นักออกแบบผลิตภัณฑ์, Content Creatior) บริเวณชุมชนท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่
อาชีพอันดับ 5 เกษตรกรรม บริเวณชุมชนจังหวัดกระบี่ทั้งจังหวัด นวดไทย บริเวณชุมชนท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่
อาชีพอันดับ 6 ประมง บริเวณเมืองกระบี่และเกาะลันตา การโรงแรม บริเวณเมืองกระบี่ เกาะลันตา และเกาะพีพี
อาชีพอันดับ 7 การทำปลาเค็ม บริเวณคลองท่อมและอ่าวลึก การทำกะปิ บริเวณคลองท่อมและอ่าวลึก การทำผ้าบาติกและผ้ามัดย้อม จังหวัดกระบี่
1.2 ประเด็นที่ที่ 2 ประเพณีวัฒนธรรมศิลปะการแสดงพื้นบ้าน
กระบี่เป็นจังหวัดที่เต็มไปด้วยด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมประเพณี และแหล่งธรรมชาติ งานเทศกาล และประเพณีสำคัญที่เกิดขึ้นทั้ง 12 เดือน เต็มไปด้วยการจัดการทางวัฒนธรรมที่มีความหลากหลาย ทั้งกลุ่มไทย พุทธ ไทยมุสลิม และไทยจีน ดังนี้
เดือนมกราคม เป็นการเริ่มต้นปีใหม่ซึ่งก็จะมีพิธีกรรมประเพณีตามหลักทางสากลด้วยเทศกาลขึ้นปีใหม่ ทั้งกลุ่ม ไทยพุทธ ไทยมุสลิม และไทยจีน
เดือนกุมภาพันธ์ มีการจัดการตามเทศกาลตามหลักสากลเพื่อรณรงค์การท่องเที่ยว
เดือนมีนาคม –
เดือนเมษายน มีประเพณีสงกรานต์ โดยปรากฎการแสดงกลองยาวพื้นบ้านซึ่งอาจจะได้รับอิทธิพลมาจาก ภาคกลางแต่ปัจจุบันยังคงมีการทำอยู่
เดือนพฤษภาคม มีพิธีกรรมตามหลักศาสนาทั้งไทยพุทธและไทยมุสลิม
เดือนมิถุนายน ประเพณีลอยเรือชาวเล เดือนกรกฎาคม มีพิธีกรรมตามหลักศาสนาทั้งไทยพุทธและไทยมุสลิม
เดือนสิงหาคม –
เดือนกันยายน – เดือนตุลาคม ประเพณีสารทเดือนสิบ (มีแห่กลองยาว) ไหว้เจ้า
เดือนพฤศจิกายน ไหว้ครูหมอโนรา ไหว้ครูตายาย ประเพณีชักพระ ประเพณีลอยเรือชาวเลประเพณีลอย กระทง
เดือนธันวาคม มีประเพณีตามหลักสากล
ศิลปะการแสดง : รองเง็ง ลิเกป่า โนราห์ หนังตะลุง
ดนตรี : เพลงกล่อมเด็ก เพลงบอก
1.3 ประเด็นที่ 3 แหล่งท่องเที่ยว

ภาพแผนที่ท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ (Photo: https://www.ma-krabi.com/)
1.4 ประเด็นที่ 4 ความเชื่อ
กระบี่ถือเป็นจังหวัดที่มีความหลากหลายจังหวัดหนึ่งในภาคใต้ โดยเฉพาะในเรื่องของความเชื่อและวิถีชุมชน ซึ่ง ค่อนข้างมีความโดดเด่นในเรื่องการนับถือศาสนา โดยส่วนใหญ่จะเป็นชาวมุสลิม ชาวกระบี่ดั้งเดิมคือ มุสลิมที่ประกอบ อาชีพประมง อย่างไรก็ตาม การอพยพเคลื่อนย้ายถิ่นฐานของกลุ่มคนไทยพุทธในจังหวัดกระบี่ได้ส่งผลให้เกิดการผสมผสาน ความเชื่อทางศาสนาเข้าไว้ด้วยกัน
1.4.1 กลุ่มมุสลิม
– ความเชื่อเกี่ยวกับการลอยเรืออารีปาจั๊ก ถือว่าเป็นงานพิธีสำคัญของชาวเลอูรักลาโว้ย(orang laut) ที่จะจัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 และเดือน 11 ของทุกปี ซึ่งนับว่าเป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านฤดู ในเดือน 6 เป็นการเปลี่ยนผ่านจากฤดูร้อนเป็นฤดูฝน และในเดือน 11 เปลี่ยนจากฤดูฝนเป็นฤดูร้อน (ทางภาคใต้มีเพียง 2 ฤดูกาล คือ ฤดูร้อน และฤดูฝน) ชาวเลมีความเชื่อว่า การทำพิธีลอยเรือนั้นเป็นการสะเดาะเคราะห์เพื่อให้สมาชิกในหมู่บ้านรอดพ้นจากสิ่งชั่วร้ายทั้งปวง ด้วยการขออำนาจจากผีหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้านให้ช่วยขับไล่สิ่งอัปมงคลให้ลอยออกไป รวมถึงเป็นการแสดงความขอบคุณที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยคุ้มครองพวกเขาให้อยู่รอดปลอดภัยตลอดฤดูมรสุม โดยใช้เรือเป็นพาหนะบรรทุกสิ่งชั่วร้ายออกไปแล้วปล่อยให้ไหลไปตามสายน้ำ วัสดุที่นำมาใช้ในการต่อเรือคือ ไม้ระกำและไม้ตีนเป็ด โดยก่อนจะตัดไม้มาใช้นั้นก็ต้องมีพิธีขอขมาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อน เมื่อได้ไม้มาแล้วก็จะนำมาต่อเรือที่เรียกว่า “เรือปาจั๊ก” เป็นสัญลักษณ์ของยานที่จะนำวิญญาณของคนและสัตว์ไปสู่อีกภพหนึ่ง
– ความเชื่อเกี่ยวกับการคลุมฮิญาบ/การเข้าสุนัต ความเชื่อเกี่ยวกับการบวงสรวงบรรพบุรุษชาวเล
1.4.2 กลุ่มไทยพุทธ ความเชื่อเกี่ยวกับโนราห์โรงครู ความเชื่อเกี่ยวกับประเพณีชักพระ ความเชื่อเกี่ยวกับการถือศีลกินเจ ทุกศาสนามีความเชื่อร่วมกัน
– ความเชื่อเกี่ยวกับหมอตำแย ภาคใต้ฝั่งตะวันตกทั้งจังหวัดพังงา กระบี่ ภูเก็ต ระนองต่างเรียกว่า “แม่ทาน” หรือ “แม่ทาม” พจนานุกรมภาษาถิ่นใต้ได้ให้ความหมายของคำว่า “แม่ทาน” คือ หมอตำแย หรือหญิงที่ทำการคลอดลูกตามแผนโบราณ
– ความเชื่อเกี่ยวกับการทำผ้าบาติก/ผ้าปาเต๊ะ ความโดดเด่นของผ้าบาติกอยู่ที่สีและลวดลายอันคมชัดของภาพที่สามารถบอกอะไรได้หลายอย่าง ทั้งถิ่นที่มา วัฒนธรรมความเป็นอยู่ ธรรมชาติ เอกลักษณ์ของแหล่งผลิต หรือกระทั่งความรู้สึกนึกคิดของคนในท้องถิ่นนั้นๆ ซึ่งมีกรรมวิธีที่ซับซ้อนอยู่หลายกระบวนการทั้งพิมพ์เทียน แต้มสีระบายสี ย้อมสีจากกรรมวิธีการทำที่มีหลายขั้นตอนทำให้ผลิตภัณฑ์มีความโดดเด่นและมีมูลค่าเพิ่มขึ้นแล้ว จุดเด่นที่สัมผัสได้คือลวดลายไม่ซ้ำ แบบใครแต่ละชิ้นจะไม่ซ้ำกันหรือเรียกได้ว่ามีเพียงชิ้นเดียวในโลก ดังนั้นจึงสนองตอบความต้องการอะไรที่แปลกใหม่
– ความเชื่อเกี่ยวกับช่างตีเหล็ก
– ความเชื่อเกี่ยวกับการทำไม้กวาดดอกอ้อ การผลิตน้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพ การทำสาดจูน(สาดปาหนัน) การทำกะปิกุ้งเคย การทำเครื่องแกงส้ม (พริกสด) การทำน้ำพริกเห็ดนางฟ้าการทำปลาเค็ม
1.5 ประเด็นที่ 5 ภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ (Geography and History)
1.5.1 ภูมิศาสตร์ (Geography)
ลักษณะทั่วไป
จังหวัดกระบี่เป็นจังหวัดที่มีความหลากหลายทางภูมิศาสตร์ (Geographical diversity) สภาพภูมิ ประเทศโดยทั่วไปของจังหวัดกระบี่ทางตอนเหนือประกอบด้วยเทือกเขายาวทอดตัว ไปในแนวเหนือใต้สลับกับ สภาพพื้นที่แบบลูกคลื่นลอนลาดและลอนชัน มีที่ราบชายฝั่งทะเล ด้านตะวันตก บริเวณทางตอนใต้มีสภาพภูมิ ประเทศเป็นภูเขากระจัดกระจายสลับกับพื้นที่แบบลูกคลื่น ส่วนบริเวณทางตอนใต้สุดและตะวันตกเฉียงใต้มีสภาพ พื้นที่เป็นแบบลูกคลื่นลอนลาดจนถึงค่อนข้างราบเรียบและมีภูเขาสูง ๆ ต่ำ ๆ สลับกันไป บริเวณด้านตะวันตกมี ลักษณะเป็นชายฝั่งติดกับ ทะเลอันดามันยาวประมาณ 160 กิโลเมตร ประกอบด้วยหมู่เกาะน้อยใหญ่จำนวน 154 เกาะ แต่เป็นเกาะที่มีประชากรอาศัยอยู่เพียง 13 เกาะ เกาะที่สำคัญ ได้แก่ เกาะลันตา เป็นที่ตั้งของอำเภอเกาะลัน ตา และเกาะพีพี ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอเมือง เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามติดอันดับของโลก
ประเด็นสำคัญด้านภูมิศาสตร์จากการถอดบทเรียน
จังหวัดกระบี่เป็นจังหวัดที่มีความหลากหลายทางภูมิศาสตร์ทำให้เกิดพื้นที่ท่องเที่ยวหลายแบบ เช่น
1. ภูเขา
2. ทะเล
3. น้ำตก
4. ถ้ำ
5. บ่อน้ำร้อน
6. โคลนร้อน
7. ป่าชายเลน
8. เกาะ
จากความหลากหลายทางภูมิศาสตร์ข้างต้นส่งผลให้จังหวัดกระบี่มีจุดแข็งในเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลาย
1.5.2 ประวัติศาสตร์ (History)
จังหวัดกระบี่ ตั้งขึ้นประมาณปี พ.ศ.2415 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะขึ้นเป็นเมืองปกาสัย และทรงพระราชทานนามว่า “เมืองกระบี่” เมื่อได้ประกาศตั้งขึ้นเป็นเมืองแล้ว โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งที่ทำการอยู่ที่ตำบลกระบี่ใหญ่(บ้านตลาดเก่า) ต่อมาในปี พ.ศ.2418 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แยก เมืองกระบี่ ออกจากการปกครองของ เมืองนครศรีธรรมราช เป็นเมืองจัตวาขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ และในปี พ.ศ.2443 ได้ย้ายที่ตั้งเมืองไปอยู่ตำบลปากน้ำ อยู่ใกล้ปากอ่าวเป็นร่องน้ำลึก เรือใหญ่สามารถเข้าเทียบท่า ได้สะดวกเป็นที่ตั้งศาลากลาง จังหวัดจนถึงปัจจุบันนี้
ประเด็นสำคัญด้านภูมิศาสตร์จากการถอดบทเรียน
1. ความเป็นมาของจังหวัดกระบี่
1.1 สุสานหอย 75 ล้านปี
1.2 ภาพเขียนสี
1.3 12 นักกษัตริย์ สร้างเมืองกระบี่
1.4 มนุษย์ยุคหินเก่า (มนุษย์วานร)
2. ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น
2.1 ความเป็นมาของ 8 อำเภอ
2.2 ตำนานเขาขนาบน้ำ
3. การสร้างสรรค์ประเพณีท้องถิ่น
3.1 ประเพณีลอยเรือ
3.2 การแต่งกาย (อิสลาม/พุทธ)
3.3 ลูกปัดสี
4. แหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์
1.2 สำรวจความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย เช่น นักท่องเที่ยว คนในชุมชน หรือหน่วยงานต่าง ๆ
1.3 พิจารณาภาษาที่ใช้ ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ หรือภาษาถิ่น
2. ออกแบบให้สื่อถึงเอกลักษณ์ของพื้นที่
2.1 ใช้สี ลวดลาย และองค์ประกอบที่สะท้อนความเป็นท้องถิ่น
2.2 นำสัญลักษณ์สำคัญ เช่น สถานที่สำคัญ อาหารพื้นเมือง หรือลวดลายผ้าทอ มาเป็นองค์ประกอบในงานกราฟิก
2.3 เลือกฟอนต์ที่อ่านง่ายและเหมาะสมกับสไตล์ของพื้นที่
3. เลือกเทคนิคและเครื่องมือที่เหมาะสม
3.1 ใช้ซอฟต์แวร์ออกแบบ เช่น Adobe Illustrator, Photoshop หรือ Canva
3.2 ออกแบบให้รองรับหลายรูปแบบ เช่น ป้ายประชาสัมพันธ์ โปสเตอร์ สื่อออนไลน์ หรือบรรจุภัณฑ
3.3 พิจารณาการใช้ภาพถ่าย กราฟิกเวกเตอร์ หรือภาพวาดที่เหมาะกับการใช้งาน
4. สร้างสื่อที่เข้าถึงและมีผลกระทบต่อผู้ชม
4.1 ใช้ภาพและข้อความที่กระชับ เข้าใจง่าย
4.2 สร้างกราฟิกที่ดึงดูดสายตาและกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วม
4.3 ปรับแต่งให้เหมาะสมกับแพลตฟอร์ม เช่น โซเชียลมีเดีย เว็บไซต์ หรือสื่อสิ่งพิมพ์
5. ทดสอบและปรับปรุงงานออกแบบ
5.1 ขอความคิดเห็นจากกลุ่มเป้าหมายก่อนนำไปใช้จริง
5.2 ปรับแก้ไขเพื่อให้ตรงกับความต้องการของท้องถิ่น
5.3 ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลและองค์ประกอบกราฟิก
2. การสร้างอินโฟกราฟิก
2.1 ความหมายของอินโฟกราฟิก
อินโฟกราฟิก คืออะไร อินโฟกราฟิก มาจากคำว่า Information + Graphics อินโฟกราฟิก หมายถึง การ นำข้อมูลหรือความรู้มาสรุปเป็นสารสนเทศ ในลักษณะของกราฟิกที่ออกแบบเป็นภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหว ดู แล้วเข้าใจง่ยในเวลารวดเร็วและชัดเจน สามารถสื่อให้ผู้ชมเข้าใจ ความหมายของข้อมูลทั้งหมดได้ โดยไม่จำเป็นต้อง มีผู้นำเสนอมาช่วยขยายความเข้าใจอีก การออกแบบอินโฟกราฟิก เป็นการนำข้อมูลที่เข้าใจยาก หรือข้อมูลที่เป็น ตัวหนังสือจำนวนมากมานำเสนอในรูปแบบต่าง ๆ อย่างสร้างสรรค์ ให้สามารถเล่าเรื่องได้ด้วยตนเองมี องค์ประกอบที่สำคัญ คือ หัวข้อที่น่าสนใจ ภพและเสียง ซึ่งจะต้องรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ให้เพียงพอ แล้วนำมาสรุป วิเคราะห์ เรียบเรียง แสดงออกมาเป็นภาพจึงจะดึงดูดความสนใจได้ดี ช่วยลดเวลาในการอธิบายเพิ่มเติม กราฟิกที่ ใช้อาจเป็นภาพ ลายเส้น สัญลักษณ์ กราฟ แผนภูมิ ไดอะแกรม ตาราง แผนที่ ฯลฯ จัดทำให้มีความสวยงาม น่าสนใจ เข้าใจง่าย สามารถจดจำได้นานทำให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพมากขึ้น (มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่, 2562)
อินโฟกราฟิกคือข้อมูลที่ที่ซับซ้อน กระจัดกระจาย มีระเบียบถูกสื่อสารออกมาด้วยแผนภาพ สัญลักษณ์ กราฟ ฯลฯ นำเสนอในหัวข้อหลัก เพียงประเด็นเดียว เข้าใจง่าย ชัดเจน ในเวลาอันรวดเร็ว สามารถดึงความสนใจ ของผู้ชมได้ในทันทีช่วยให้เผยแพร่ไปยังสื่ออื่น ๆ ได้อย่างง่ายดายและกว้างขวาง
ดังนั้น อินโฟกราฟิกจึงสื่อภาพกราฟิกที่เป็นการบอกข้อมูลด้วยภาพและข้อความในประเด็นที่หลากหลาย
2.2 ที่มาของอินโฟกราฟิก
จำนวนข้อมูลข่าวสารที่ถูกผลิตขึ้นในแต่ละวันซึ่งมีปริมาณมากมายมหาศาล Big Data เกิดจากความหลากหลายของแหล่งที่มา ทั้งการทำธุรกรรมบนมือถือ Mobile Transactions เนื้อหาที่ผู้ใช้สร้างขึ้น UserGenerated Content และสื่อสังคมออนไลน์ Social Media (George, Haas, & Pentland, 2014) เป็นภาวะที่ผู้คนประสบกับความยุ่งยากในการเข้าใจประเด็นและตัดสินใจอันเนื่องมาจากมีข้อมูล ข่าวสารมากเกินไป information overload ปริมาณข้อมูลข่าวสารที่ถูกผลิตขึ้นจากองค์กรต่างๆ แปรผกผันกับเวลาที่น้อยลงของผู้บริโภคสื่อที่ต้องการข้อมูลที่ครบ และเข้าใจได้ง่ายในระยะเวลาที่จำกัด (McKinsey Global Institute, 2011)
อินโฟกราฟิกจึงเป็นวิธีการหนึ่ง ที่ถูกนำเข้ามาใช้ในการสื่อสารในสังคมด้วยการสร้างการนำเสนอสถานการณ์และเนื้อหาที่ครบ รอบด้านเพิ่มการเปิดรับของผู้บริโภคสื่อ ด้วยการช่วงชิงใช้พื้นที่บนสื่อต่างๆ เพื่อสร้างการรับรู้ การติดตาม และเกิดการบอกต่อด้วยการแบ่งปันข้อมูล สั้นกระชับ และเข้าใจง่าย ท่ามกลางการเติบโตของเทคโนโลยีการสื่อสาร โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ต และสื่อสังคมออนไลน์ที่เข้ามามีบทบาททางการสื่อสารมากขึ้น (Collingridge, 1980; Safran et. al., 2006; Markowetz et al.,2014; Mittelstadt & Floridi, 2016)
2.3 ส่วนประกอบของ อินโฟกราฟิก
2.3.1 ธีมและการออกแบบ ควรเลือกสีที่เหมาะสม ใช้ฟอนต์อ่านง่าย และจัดวางองค์ประกอบให้สมดุล ควรจัดลำดับข้อมูลด้วยขนาดตัวอักษรที่แตกต่าง ใช้สีหลักไม่เกิน 3-4 สี และแบ่งข้อมูลเป็นบล็อกเพื่อลดความซับซ้อน
2.3.2 หัวข้อ เป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยดึงดูดความสนใจและบอกให้ผู้อ่านทราบว่าเนื้อหานำเสนออะไร ควรกระชับ ชัดเจน และดึงดูด เช่น “5 วิธีประหยัดค่าใช้จ่ายรายเดือน” “10 สิ่งที่ต้องทำก่อนเดินทาง” “เปรียบเทียบ iPhone รุ่นใหม่ เลือกแบบไหนดี?”
2.3.3 เนื้อหา เป็นส่วนที่ต้องทำให้ผู้อ่านเข้าใจข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็วมากที่สุด ซึ่งเนื้อหาที่ดีต้องกระชับ เข้าใจง่าย จัดเรียงเป็นระเบียบ และแบ่งหมวดหมู่ชัดเจน ควรใช้สัญลักษณ์ ไอคอน หรือกราฟช่วยสื่อสาร เพื่อลดข้อความที่เยอะเกินไป

ภาพแสดง องค์ประกอบของอินโฟกราฟิก
(Photo: https://th.jobsdb.com/th/career-advice/article/infographic)
2.4 ประเภทของอินโฟกราฟิก
2.4.1 อินโฟกราฟิกแบบข้อมูลเนื้อหา (Information Infographic)

ภาพแสดง อินโฟกราฟิกแบบข้อมูลเนื้อหา (Information Infographic)
(Photo: https://th.jobsdb.com/th/career-advice/article/infographic)
อินโฟกราฟิกประเภทนี้จะเน้นการนำเสนอข้อมูลทั่วไปในรูปแบบที่กระชับ เข้าใจง่าย และตรงประเด็น หรือเรียกง่ายๆ ว่าเป็นการ “สรุป” โดยอาจมีไอคอนหรือสัญลักษณ์ช่วยสื่อความหมาย และใช้การจัดวางตัวหนังสือให้น่าอ่าน เพื่อทำให้ข้อมูลดูไม่น่าเบื่อจนเกินไป เหมาะสำหรับ การจัดทำบทความให้ความรู้ การนำเสนอแนวคิดหรือหลักการต่าง ๆ การสื่อสารข้อมูลเชิงอธิบาย หรือสื่อการสอนและการอบรม ที่ต้องการให้ผู้อ่านจดจำใจความสำคัญได้อย่างรวดเร็ว
2.4.2 อินโฟกราฟิกแบบข้อมูลเชิงสถิติ (Statistics Infographic)

ภาพแสดง อินโฟกราฟิกแบบข้อมูลเชิงสถิติ (Statistics Infographic)
(Photo: https://th.jobsdb.com/th/career-advice/article/infographic)
อินโฟกราฟิกประเภทนี้ออกแบบมาเพื่อนำเสนอข้อมูลเชิงตัวเลขและสถิติ โดยใช้กราฟ แผนภูมิ หรือไดอะแกรม เป็นหลัก เพื่อช่วยให้ผู้รับสารเข้าใจข้อมูลที่มีตัวเลขจำนวนมากได้ง่ายขึ้น และเห็นแนวโน้มของข้อมูลได้อย่างชัดเจนมักนำมาใช้กับการรายงานผลสำรวจหรือผลวิจัย การเปรียบเทียบตัวเลขทางธุรกิจหรือเศรษฐกิจ การนำเสนอแนวโน้มทางสถิติ เช่น จำนวนผู้ใช้งานแพลตฟอร์มออนไลน์ หรือการแสดงอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมต่าง ๆ
2.4.3 อินโฟกราฟิกแบบข้อมูลตามลำดับเวลา (Timeline Infographic)

ภาพแสดง อินโฟกราฟิกแบบข้อมูลตามลำดับเวลา (Timeline Infographic)
(Photo: https://th.jobsdb.com/th/career-advice/article/infographic)
อินโฟกราฟิกประเภทนี้จะเน้นการแสดงข้อมูลที่มีลำดับเหตุการณ์หรือช่วงเวลาชัดเจน โดยมักใช้เส้นเวลา (Timeline) เป็นองค์ประกอบหลักพร้อมกับจุดแสดงเหตุการณ์สำคัญหรือไอคอนประกอบ เพื่อช่วยให้ผู้ชมเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลในแต่ละช่วงได้ง่ายขึ้น โดยแบบไทม์ไลน์จะเน้นนำมาใช้ในการแสดงพัฒนาการของแบรนด์หรือองค์กร การนำเสนอเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ การอธิบายวิวัฒนาการของเทคโนโลยี หรือการแสดงแผนงานโครงการที่มีระยะเวลาต่อเนื่อง
2.4.4 อินโฟกราฟิกแบบข้อมูลเชิงเปรียบเทียบ (Comparison Infographic)

ภาพแสดง อินโฟกราฟิกแบบข้อมูลเชิงเปรียบเทียบ (Comparison Infographic)
(Photo: https://th.jobsdb.com/th/career-advice/article/infographic)
อินโฟกราฟิกประเภทนี้ใช้เปรียบเทียบข้อมูลระหว่าง 2 สิ่งหรือมากกว่านั้น โดยอาจแสดงเป็นตาราง กราฟ หรือแผนภูมิที่แบ่งเป็น 2 ฝั่ง เพื่อทำให้เห็นข้อแตกต่าง หรือข้อดี-ข้อเสียของแต่ละตัวเลือกได้อย่างชัดเจนมักนำมาใช้สำหรับการเปรียบเทียบคุณสมบัติของสินค้า A กับ B การแสดงข้อดี-ข้อเสียของทางเลือกต่างๆ การเปรียบเทียบแพ็กเกจบริการหรือแผนการสมัครสมาชิก หรือการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของสองเทคโนโลยี
2.4.5 อินโฟกราฟิกแบบลิสต์ (List Infographic)

ภาพแสดง อินโฟกราฟิกแบบลิสต์ (List Infographic)
(Photo: https://th.jobsdb.com/th/career-advice/article/infographic)
อินโฟกราฟิกประเภทนี้ใช้สำหรับการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบรายการ (List) โดยเน้นการจัดเรียงเป็นข้อ ๆ เพื่อให้อ่านง่าย กระชับ และช่วยให้จดจำข้อมูลได้เร็วขึ้น ซึ่งมักใช้ไอคอน ลำดัหมายเลข หรือ Bullet Points ในการแสดงรายการข้อมูลอย่างเป็นระเบียบ แบบลิสต์เหมาะกับการนำเสนอบทความหรือข้อมูลที่ต้องการจัดเรียงเป็นข้อๆ เช่น 10 วิธีดูแลสุขภาพให้แข็งแรง 7 เทคนิคเพิ่มยอดขายออนไลน์ หรือเช็กลิสต์สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนเดินทาง
2.4.6 อินโฟกราฟิกแบบกระบวนการ (Process Infographic)

ภาพแสดง อินโฟกราฟิกแบบกระบวนการ (Process Infographic)
(Photo: https://th.jobsdb.com/th/career-advice/article/infographic)
อินโฟกราฟิกประเภทนี้ออกแบบมาเพื่ออธิบายขั้นตอนหรือกระบวนการทำงาน โดยใช้ลูกศร ไอคอน หรือแผนผังโฟลว์ (Flowchart) เพื่อแสดงให้เห็นลำดับของกระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบอย่างละเอียด ทำให้ข้อมูลที่มีหลายขั้นตอนเข้าใจได้ง่ายมากยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับการทำขั้นตอนสมัครใช้งานแพลตฟอร์มออนไลน์ วิธีการสั่งซื้อสินค้าหรือใช้บริการ กระบวนการผลิตสินค้า หรือการทำงานของระบบต่างๆ หรือการอธิบายขั้นตอนการแก้ปัญหาหรือดำเนินงาน
2.4.7 อินโฟกราฟิกแบบลำดับความสำคัญ (Hierarchical Infographic)

ภาพแสดง อินโฟกราฟิกแบบลำดับความสำคัญ (Hierarchical Infographic)
(Photo: https://th.jobsdb.com/th/career-advice/article/infographic)
อินโฟกราฟิกประเภทนี้จะใช้แสดงลำดับชั้นของข้อมูลจากระดับสูงสุดไปยังระดับต่ำสุด โดยมักแสดงในรูปแบบ พีระมิด (Pyramid) แผนภูมิองค์กร (Organizational Chart) หรือผังโครงสร้าง (Tree Diagram) เพื่อให้เห็นความสัมพันธ์และลำดับความสำคัญของข้อมูลในแต่ละระดับได้อย่างชัดเจนนำไปใช้บ่อยในการแสดงโครงสร้างองค์กรหรือแผนผังการบริหาร การจัดลำดับความสำคัญของความต้องการในชีวิต การแสดงระดับความสำคัญของข้อมูล หรือการจัดประเภทของสิ่งต่างๆ ตามความสัมพันธ์เชิงลำดับ
2.5 หลักการและเคล็ดลับในการสร้างสรรค์อินโฟกราฟิก
การสร้างอินโฟกราฟิกให้ออกมามีคุณภาพ ต้องอาศัยหลักการและเคล็ดลับต่าง ๆ ในการสร้างสรรค์ผลงาน โดยหลักการออกแบบอินโฟกราฟิกแบ่งออกได้เป็น 4 ด้าน ดังนี้
2.5.1 ตั้งหัวข้อให้ดึงดูดและโดนใจ หัวข้อก็เปรียบเสมือนปกหนังสือ ยิ่งทำให้น่าสนใจมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งดึงดูดให้คนอยากเปิดอ่านมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งการตั้งหัวข้อให้ดึงดูดใจ สามารถทำได้ดังนี้
– ใช้คำที่กระชับและเข้าใจง่าย หลีกเลี่ยงประโยคยาวๆ หรือศัพท์ที่ซับซ้อน เช่น 5 เทคนิคเพิ่มยอดขาย หรือ เผยเคล็ดลับดูแลสุขภาพง่ายๆ ที่หลายคนมองข้าม
– กระตุ้นความอยากรู้ โดยใช้คำถามหรือประโยคชวนให้ติดตาม เช่น ทำไมน้ำตาต้องไหลทุกครั้งที่เราหาว อยากรู้ต้องอ่าน! หรือ เรอบ่อยอันตรายไหม รีบดูก่อนเป็นหนัก!
– ใช้ตัวเลขหรือคำที่บอกปริมาณเสมอ เพราะหัวข้อที่มีตัวเลขมักดึงดูดความสนใจได้มากขึ้น เช่น 10 ที่นอนยางพาราขายดีปี 2025 คัดมาแล้ว! หรือ 3 วิธีลดต้นทุนธุรกิจให้ได้ผล บอกเลยว่าปัง!
2.5.2 ทำเนื้อหาให้คนอยากอ่านจนจบ การมีเนื้อหาที่น่าสนใจเป็นกุญแจสำคัญ ที่จะทำให้ผู้อ่านติดตามงานขอเราไปจนจบ ซึ่งการสร้างเนื้อหาที่น่าสนใจ สามารถทำได้ดังนี้
– กระชับและตรงประเด็น ไม่ใช้คำพูดอ้อมค้อมหรืออธิบายเป็นประโยคยาว ควรใช้ Bullet Points หรือ สรุปข้อมูลเป็นสั้นๆ แทน
– จัดเรียงเนื้อหาให้เป็นลำดับที่เข้าใจง่าย โดยแบ่งข้อมูลเป็นหมวดหมู่หรือใช้หมายเลขลำดับขั้นตอน เพื่อช่วยให้ผู้อ่านสามารถติดตามข้อมูลได้อย่างเป็นระบบ
– ใช้สี ขนาดตัวอักษร หรือไอคอนช่วยเน้นจุดสำคัญ เพื่อช่วยให้ผู้อ่านเห็นจุดเด่นของเนื้อหาและไม่พลาดข้อมูลสำคัญ
– ลดการใช้ข้อความเยอะเกินไป หากต้องการอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติม ควรใช้ภาพประกอบหรือไอคอนช่วยสื่อสาร
– เพิ่มองค์ประกอบที่ช่วยนำสายตา เช่น เส้นเชื่อม ไอคอน ลูกศร หรือเว้นวรรคให้เหมาะสมเพื่อให้เนื้อหาอ่านง่ายและไม่รู้สึกแน่นเกินไป
2.5.3 เลือกรูปภาพและไอคอนให้สื่อความหมายชัด การใช้รูปภาพและไอคอนที่เหมาะสมจะช่วยให้การสื่อสารในอินโฟกราฟิกมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยสามารถทำได้ ดังนี้
– เลือกภาพหรือไอคอนที่ตรงกับเนื้อหา โดยควรสื่อความหมายโดยตรงกับข้อมูลที่นำเสนอเช่น หากพูดถึงสุขภาพ ควรใช้ไอคอนรูปหัวใจ แทนที่จะใช้ไอคอนที่ไม่เกี่ยวข้อง
– ใช้ไอคอนที่เรียบง่ายและเข้าใจได้ทันที หลีกเลี่ยงไอคอนที่มีรายละเอียดซับซ้อนเกินไป ควรเลือกแบบที่มีดีไซน์ชัดเจน อ่านง่าย และเป็นมาตรฐาน
– คงความสม่ำเสมอของสไตล์ภาพและไอคอน ไม่ควรใช้ไอคอนหลายรูปแบบหรือหลายดีไซน์ในอินโฟกราฟิกเดียวกัน เช่น หากใช้ไอคอนแบบ Flat Design ก็ควรใช้สไตล์เดียวกันตลอด
– เลือกขนาดและสีให้เหมาะสมกับองค์ประกอบอื่นๆ โดยไอคอนและรูปภาพที่เลือกไม่ควรใหญ่หรือเล็กเกินไป ควรจัดวางให้สมดุลกับข้อความและองค์ประกอบโดยรวม
– ใช้ภาพความละเอียดสูงและไม่มีลายน้ำ หลีกเลี่ยงการใช้ภาพที่แตกหรือพร่ามัว เพราะอาจลดคุณภาพของอินโฟกราฟิกสวยๆ ลงได้
2.5.4 ใช้ฟอนต์กับสีให้เข้ากับเนื้อหา การเลือกฟอนต์และสีที่เหมาะสม จะช่วยทำให้ข้อมูลอ่านง่ายและดึงดูดความสนใจได้มากยิ่งขึ้น โดยสามารถทำได้ ดังนี้
– เลือกฟอนต์ที่อ่านง่ายและเหมาะกับธีมของเนื้อหา โดยใช้ฟอนต์ที่มีความชัดเจน ไม่ซับซ้อน เช่น Sans-serif (Arial, Roboto, Open Sans) สำหรับเนื้อหาทั่วไป และ Serif (Times New Roman, Georgia) สำหรับข้อมูลเชิงทางการ
– กำหนดขนาดฟอนต์ให้เหมาะสม ในหัวข้อหลักควรใช้ฟอนต์ที่ใหญ่และโดดเด่นที่สุด ในหัวข้อรองควรใช้นาดเล็กกว่าหัวข้อหลักแต่ยังต้องเห็นชัด ส่วนเนื้อหาให้ใช้ขนาดที่อ่านง่าย ไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป
– เลือกสีให้เหมาะกับเนื้อหา โดยใช้สีหลักเพื่อสื่ออารมณ์และความหมาย เช่น สีฟ้าหรือเขียวสำหรับสุขภาพหรือธุรกิจ สีแดงหรือส้มสำหรับเร่งด่วนและการส่งเสริมการขาย ใช้สีรองเพื่อเสริมความกลมกลืน และเลือกสีตัดกันเพื่อให้อ่านง่ายและดึงดูดสายตา
2.6 กระบวนการออกแบบอินโฟกราฟิก
อินโฟกราฟิก (Infographic) เป็นสื่อที่สามารถสื่อสารข้อมูลที่ซับซ้อนให้เข้าใจได้ง่ายภายในเวลาอันรวดเร็ว ด้วยการนำเสอนภาพกราฟิกและข้อความอย่างเชื่อมโยงกัน โดยกระบวนการออกแบบกราฟิก มีขั้นตอนดังนี้
2.6.1 ระบุเป้าหมายและเนื้อหา เริ่มต้นจากการเข้าใจข้อความที่ต้องการสื่อสารและกลุ่มเป้าหมาย ในการสื่อสาร ว่าใครเป็นกลุ่มเป้าหมายของข้อมูลนี้ และจะกำหนดชุดข้อมูล เนื้อหาที่จำเป็นต้องอยู่ในอินโฟ กราฟิกอย่างไร เพื่อสื่อสารข้อความได้ตามวัตถุประสงค์
2.6.2 การค้นคว้าข้อมูล เป็นขั้นตอนในการค้นคว้าหาข้อมูลและสถิติที่จะนำมาใช้ในอินโฟกราฟิก รวบรวมข้อมูลที่เชื่อถือได้เพื่อที่จะนำมาใช้งานต่อไป
2.6.3 วิเคราะห์ข้อมูล เป็นการจับประเด็นจากข้อมูลได้รวบรวมมา และการกำหนดวัตถุประสงค์ ในการสื่อสาร โดยมีการแบ่งข้อมูลเป็นส่วนๆ ย่อข้อมูลให้สั้น จับใจความสำคัญ ทั้งนี้ต้องมีการใช้เทคนิคการสรุป ข้อมูลอีกด้วย
2.6.4 เรียบเรียงข้อมูลเลือกเนื้อหาที่ต้องการนำเสนอ มาจัดลำดับโครงสร้างเรื่องราวหรือข้อมูล ตามรูปแบบของการออกแบบอินโฟกราฟิก
2.6.5 ออกแบบโครงร่าง ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนในการออกแบบโครงร่างของอินโฟกราฟิก อาจจะ เป็นการเสก็ตซ์ด้วยมือใส่กระดาษ หรือร่างแบบด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เป็นขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการจัด องค์ประกอบภาพ เนื้อหา และข้อมูลตามแนวทางการออกแบบอินโฟกราฟิก
2.6.6 เลือกรูปแบบ อินโฟกราฟิก ขั้นตอนนี้อาจทำควบคู่ไปกับการออกแบบโครงร่าง คือการเลือกรูปแบบที่เหมาะสมกับเนื้อหาและข้อมูลที่นำเสนอ
2.6.7 ออกแบบอินโฟกราฟิกจากโปรแกรมหรือแอปพลิเคชัน ขั้นตอนสุดท้ายนี้ เป็นชั้นตอนที่หลังจากออกแบบโครงร่างและรูปแบบอินโฟกราฟิกเรียบร้อยแล้ว จึงนำโครงร่างนั้นมาออกแบบทำงานจริงด้วย โปรแกรมคอมพิวเตอร์อย่าง Adobe photoshop, Adobe illustrator หรือเว็บแอปพลิเคชันสำเร็จรูปอย่าง Canva
อ้างอิงข้อมูล :
1. กรอบหลักสูตรพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา จังหวัดกระบี่ สำ นักงานศึกษาธิการจังหวัดกระบี่ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการ
2. https://th.jobsdb.com/th/career-advice/article/infographic
